ไม่ใช่แค่นักเตะ! ชายคนนี้คือสมองเบื้องหลังความสำเร็จของแฟร้งค์เฟิร์ต และเขาจะอยู่ต่อไปอีก 5 ปี

ในโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงเร็วราวกับสายฟ้า ที่ผู้จัดการทีมถูกไล่ออกทุกสามเดือน และนักเตะย้ายสโมสรทุกซัมเมอร์ราวกับนัดพบ มีชายคนหนึ่งที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต มาตลอดกว่า 25 ปี และตอนนี้เขาเพิ่งเซ็นสัญญาขยายเวลาไปอีก 5 ปีถึงปี 2031

ชายคนนั้นคือ อักเซล เฮลล์มันน์ ซีอีโอวัย 54 ปีของสโมสรอินทรีแดง-ดำ ผู้ที่แฟนบอลหลายคนอาจไม่รู้จักชื่อ แต่หากไม่มีเขา แฟร้งค์เฟิร์ตคงไม่ใช่แฟร้งค์เฟิร์ตที่เราเห็นทุกวันนี้


ใครคืออักเซล เฮลล์มันน์? ชายที่สโมสรใหญ่หลายแห่งอยากได้ตัว

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมการต่อสัญญาของ เฮลล์มันน์ ถึงสำคัญขนาดนี้ ต้องรู้จักตัวตนของเขาเสียก่อน

เฮลล์มันน์ ไม่ใช่นักฟุตบอล ไม่ใช่อดีตผู้จัดการทีม และไม่ใช่นักธุรกิจสายตรงที่โดดมาจากวอลล์สตรีท แต่เขาคือ นักกฎหมาย ที่เคยทำงานเป็นทนายความก่อนจะหันมาทุ่มชีวิตให้กับสโมสรฟุตบอลแห่งนี้อย่างเต็มตัว

เส้นทางของเขากับแฟร้งค์เฟิร์ตเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2001 ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการของ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต สมาคม (e.V.) ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริษัท ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ฟุสบอล เอจี ตั้งแต่ปี 2012 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซีอีโอในปี 2021

นับรวมแล้ว เฮลล์มันน์ อยู่กับแฟร้งค์เฟิร์ตมาแล้ว 25 ปีเต็ม ซึ่งถ้าเทียบกับวงการฟุตบอลที่ผู้บริหารส่วนใหญ่อยู่ได้แค่ 3-5 ปีแล้วก็ย้ายหา “โอกาสที่ดีกว่า” นี่คือเรื่องที่หาได้ยากมากในยุคปัจจุบัน


ทำไมสัญญา 5 ปีของซีอีโอถึงสำคัญกว่าสัญญานักเตะหลายคน

ในวงการฟุตบอลสมัยนี้ เราคุ้นเคยกับการติดตามข่าวการต่อสัญญาของดาวดัง มีนักเตะกี่คนที่ต่อสัญญา ค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คลอสูลาปลดสัญญาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่น้อยคนจะตระหนักว่า ผู้บริหารสโมสรคือกระดูกสันหลังที่แท้จริง ของความสำเร็จในระยะยาว

มาธีอัส เบ็ค ประธานสโมสรแห่งนี้ชี้ให้เห็นจุดนี้ชัดเจน เมื่อเขากล่าวว่าการต่อสัญญาของ เฮลล์มันน์ จะนำมาซึ่ง “ความมั่นคงในการวางแผน” และเป็น “รากฐานที่ทำให้เดินหน้าในเส้นทางที่เลือกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง”

คำพูดนี้ฟังดูเหมือนคำพูดแบบทางการ แต่มีนัยสำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่ติดตามฟุตบอลเยอรมันอย่างจริงจัง เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แฟร้งค์เฟิร์ตผ่านความผันผวนในแนวรับมาไม่น้อย ทั้งการเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้ง การบริหารทีมที่ต้องปรับตัวในยุคหลังโควิด และการแข่งขันในตลาดนักเตะที่ดุเดือดขึ้นทุกปี

ในขณะที่ทีมบนสนามหมุนเวียนเปลี่ยนไป เฮลล์มันน์ คือสิ่งที่คงที่ และความคงที่นั้นเองคือสิ่งที่ทำให้แฟร้งค์เฟิร์ตยังคงเดินหน้าได้อย่างมั่นคง


มรดกที่ เฮลล์มันน์ สร้างไว้: จากสโมสรระดับกลางสู่แบรนด์ระดับโลก

หัวใจของผลงานของ เฮลล์มันน์ ในฐานะซีอีโอ ไม่ได้อยู่ที่การไปซื้อนักเตะดาวดัง แต่อยู่ที่การสร้าง สามเสาหลัก ที่ทำให้แฟร้งค์เฟิร์ตก้าวจากสโมสรระดับกลางของบุนเดสลีกา มาเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่

เสาหลักที่ 1: ความแข็งแกร่งทางการเงิน

ภายใต้การบริหารของ เฮลล์มันน์ แฟร้งค์เฟิร์ตสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องพึ่งพาเจ้าของรายใหญ่ที่อาจถอนตัวออกไปได้ทุกเมื่อ นี่คือความแตกต่างสำคัญที่ทำให้สโมสรมีความยั่งยืนในระยะยาว รายงานจากสื่อเยอรมัน webnachrichten ระบุว่ามูลค่าสัญญาฉบับใหม่นี้สูงถึง 12.5 ล้านยูโรตลอด 5 ปี ซึ่งสะท้อนว่าสโมสรประเมินคุณค่าของเขาสูงมากเพียงใด

เสาหลักที่ 2: แบรนด์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ

ชื่อ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ปัจจุบันเป็นที่รู้จักทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเยอรมนี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ปี 2022 แต่อีกส่วนใหญ่มาจากนโยบายขยายฐานแฟนคลับและพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศที่ เฮลล์มันน์ ผลักดันอย่างต่อเนื่อง สโมสรมีแฟนคลับและพันธมิตรในเอเชีย อเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่สโมสรเยอรมันส่วนใหญ่ยังเจาะได้ไม่ลึกนัก

เสาหลักที่ 3: ความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล

นี่คือสิ่งที่ เฮลล์มันน์ ภาคภูมิใจมากที่สุด แฟร้งค์เฟิร์ตได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ก้าวหน้าด้านดิจิทัลมากที่สุดในโลกกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการสร้างประสบการณ์แฟนคลับ การพัฒนาช่องทางการหารายได้ดิจิทัล หรือการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ


บทเรียนด้านความเป็นผู้นำ: อะไรทำให้ เฮลล์มันน์ แตกต่างจากผู้บริหารทั่วไป

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างตัวในวงการธุรกิจหรือวงการกีฬา เรื่องของ เฮลล์มันน์ มีบทเรียนสำคัญซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด

บทเรียนที่ 1: ความซื่อสัตย์ต่อองค์กรสร้างความไว้วางใจที่ซื้อไม่ได้

ในยุคที่ผู้บริหารระดับสูงมักกระโดดจากองค์กรหนึ่งไปอีกองค์กรเพื่อเงินเดือนที่สูงกว่า เฮลล์มันน์ เลือกที่จะอยู่กับแฟร้งค์เฟิร์ตมาถึง 25 ปีแล้ว และยังเลือกจะอยู่ต่อไปอีก 5 ปี ความซื่อสัตย์ต่อองค์กรแบบนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ทั้งพนักงาน นักเตะ สปอนเซอร์ และแฟนบอล

บทเรียนที่ 2: ทักษะที่หลากหลายคือความได้เปรียบ

เฮลล์มันน์ มาจากสายกฎหมาย แต่เขาเข้าใจธุรกิจ เข้าใจกีฬา เข้าใจดิจิทัล และเข้าใจการสื่อสาร ในโลกที่ทักษะเฉพาะทางแคบๆ กำลังถูกทดแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ คนที่มีความเข้าใจกว้างและสามารถเชื่อมโยงหลายมิติได้คือคนที่ยังคงขาดไม่ได้

บทเรียนที่ 3: วิสัยทัศน์ระยะยาวชนะความสำเร็จระยะสั้นเสมอ

แฟร้งค์เฟิร์ตไม่ใช่สโมสรที่รวยที่สุดในบุนเดสลีกา แต่ภายใต้การนำของ เฮลล์มันน์ สโมสรสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จในระดับยุโรปได้ เพราะมีการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน ไม่ใช่การตัดสินใจแบบตื่นตูมตามกระแสของตลาด


มองไปข้างหน้า: แฟร้งค์เฟิร์ตภายใต้ เฮลล์มันน์ จะเป็นอย่างไรในปี 2031

สัญญาฉบับใหม่ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นี้ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แฟร้งค์เฟิร์ตกำลังวางแผนในระยะยาวอย่างจริงจัง โดยในฐานะซีอีโอ เฮลล์มันน์ จะยังคงรับผิดชอบในสองด้านหลัก คือกลยุทธ์รวมและการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรูปแบบธุรกิจดิจิทัล

ภูมิทัศน์ฟุตบอลในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการถ่ายทอดสด การบริหารลิขสิทธิ์ในยุคที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งครองโลก การพัฒนาประสบการณ์แฟนคลับด้วยเทคโนโลยีความจริงเสมือน หรือแม้แต่การเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ในเอเชียและอเมริกา

การที่ เฮลล์มันน์ ซึ่งเป็นคนที่พาสโมสรก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลมาแล้วในยุคแรก ยังคงอยู่ที่นี่เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงในยุคถัดไป ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลอินทรีแดง-ดำทุกคน

นอกจากนี้ เฮลล์มันน์ ยังกล่าวถึงความท้าทายในอนาคตว่า เขาพร้อมจะ “คาดการณ์และกำหนดทิศทางการพัฒนา” ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน ซึ่งรวมถึงการที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าตลาดฟุตบอลโลกจะเดินไปทิศทางใดในอีก 5 ปีข้างหน้า


ความมั่นคงที่หายากในโลกฟุตบอล: บทสรุป

ในโลกที่ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจพันล้านยูโร ที่เงินทุนมหาศาลจากตะวันออกกลางและเอเชียกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการ สโมสรอย่างแฟร้งค์เฟิร์ตที่เลือกเดินบนเส้นทางของความมั่นคงและวิสัยทัศน์ระยะยาวถือว่ากล้าหาญมาก

การที่สโมสรตัดสินใจต่อสัญญา อักเซล เฮลล์มันน์ ออกไปอีก 5 ปี ไม่ใช่แค่การประกาศความมั่นคงภายในองค์กร แต่คือการส่งสัญญาณต่อโลกว่า แฟร้งค์เฟิร์ตรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้ว่ากำลังจะไปที่ไหน และรู้ว่าใครคือคนที่จะพาสโมสรไปถึงจุดหมายนั้น

ในยุคที่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งเดียวที่แน่นอนในวงการฟุตบอล ความมั่นคงแบบนี้คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด

คุณคิดว่าในฟุตบอลไทยเอง มีสโมสรไหนที่มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวแบบนี้บ้าง? และถ้าวงการฟุตบอลไทยต้องการก้าวสู่ระดับสากล ต้องเริ่มจากที่ไหน? แชร์ความคิดเห็นของคุณได้เลย